[BT]: First day in Blodwen
posted on 18 Mar 2009 15:44 by claire-cicellieนี่เป็นเรื่องที่เล่าย้อนไปในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ วันที่แคลร์ย้ายเข้าเมืองมาวันแรกค่ะ แล้วเดินตั้งแต่ป้ายรถเมล์ไปจนถึงบ้านน่ะค่ะ
อยากจะให้ค่อยๆอ่านแบบเลื่อนลงไปเรื่อยๆ ไม่อยากกระโดดข้ามน่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ
--------------------------------------------------------------------------------------------------
BT 001 : First day in Blodwen
บลอดเวน
เมืองเล็กๆใต้ท้องฟ้าสีคราม
ที่มีเพียงป้ายรถเมล์เดียว
มิหนำซ้ำ...ยังมีรถวิ่งไปมาระหว่างเมืองเพียงอาทิตย์ละเที่ยว...
...และมัน...เป็นเที่ยวที่ผมพลาด...........
ผมวางลังเก็บของและกระเป๋าสัมภาระลง พิงป้ายรถประจำทางที่มีข้อความเขียนว่า "วันอาทิตย์ 12.00น."พลางหอบหายใจอย่างอ่อนแรง
ในที่สุด..ผมก็มาถึงบลอดเวน
ผมเงยหน้ามองดูป้าย 'ยินดีต้อนรับสู่บลอดเวน'ซ้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มาผิดเมือง นึกอยากร้องตะโกนแสดงความยินดีกับตัวเองอย่างสุดเสียงแต่คอของผมแหบแห้งเกินกว่าจะทำเช่นนั้น จึงได้แต่ยืนฉีกยิ้มและหัวเราะหึหึกับป้ายเหมือนคนบ้าเพิ่งหลุดจากโรงพยาบาล
'บ้าจริง'ไม่น่างีบหลับไปตอนกำลังรอรถ พอตื่นขึ้นมาอีกทีมันก็วิ่งอยู่ไกลลิบแล้ว ถ้าจะให้รอรถรอบหน้า ผมคงต้องกินนอนตากน้ำค้างอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั่นอีกเป็นอาทิตย์เพราะเมืองนั้นไม่มีที่พัก ผมจึงตัดสินใจ'เดิน'มาจากเมืองข้างๆ
ปกติแล้ว ผมเป็นคนชอบเดินเล่น แต่ไม่ใช่เวลาบ่าย กลางแดดจัดและมีสัมภาระหนักอึ้งเช่นนี้ แต่กว่าจะรู้ตัวว่าตัดสินใจผิดพลาด ผมก็เดินมาไกลมากและหลงทางไปถึงสองรอบแล้ว ให้ตายสิ โชคดีชะมัดที่เจอคนช่วยบอกทาง ไม่งั้นป่านนี้ผมคงล้มตึงอยู่กลางทุ่งที่ไหนสักแห่งแน่ ตอนที่คลอสออกเดินทาง เจ้านั่นเองก็หลงทางด้วยรึเปล่านะ หรือมีแต่ผมคนเดียวที่โง่พอจะเดินตากแดดเป็นกิโลๆโดยไม่รู้ทางและไม่มีแผนที่
ผมถอดแว่นออกเพื่อปาดเหงื่อ แล้วทรุดตัวลงนั่งบริเวณป้ายรถเมล์เพื่อรอคนนำทาง ขณะกำลังเดินอยู่ ผมพบตู้โทรศัพท์และโทรหาสำนักเขตเพื่อขอให้ใครสักคนมาช่วยนำทางผมไปยังบ้านหลังใหม่ พวกเขาบอกว่าท่านเจ้าเมืองกำลังว่างอยู่และยินดีนำทางผมด้วยตนเองเลยทีเดียว บางทีผู้คนในเมืองนี้อาจเป็นมิตรกว่าเมืองที่ผมเคยอยู่ ทว่าอากาศที่นี่แจ่มใสเสียจนทำให้ผมคิดถึงแม่และคลอส ท่านจากไปในวันที่ฟ้าโปร่งและวันเดียวกันนั้นผมก็ได้รู้ข่าวการเสียชีวิตของน้องชายฝาแฝด ราวกับชีวิตของคนสำคัญทั้งสองของผมถูกกลืนหายไปพร้อมกันในแสงสว่างจ้านี้ ...ผมเกลียดมัน
ผมได้ยินเสียงสุนัขและแมวจากอาคารใกล้ๆ เป็นโรงพยาบาลสัตว์หรือไงนะ แต่ก่อนที่ผมเดินไปหาคำตอบ ผมก็พบหญิงสาวคนหนึ่ง ในมือมีดอกไม้สีขาวช่อย่อมๆ เธอเป็นคนสวยน่ารักและน่าจะอายุพอๆกับผม ผมสีน้ำตาลของเธอถูกรวบเป็นหางม้า ดวงตาสีเทาเหลือบฟ้านั้นใสกระจ่าง
"สวัสดีค่ะ ฉันอามิน่า เออร์เวน ยินดีต้อนรับสู่บลอดเวนค่ะ" หญิงสาวคนนั้นยิ้มพร้อมกับยื่นช่อดอกไม้ให้ผม เมื่อสังเกตดูใกล้ๆก็พบว่ามันดูจัดแต่งอย่างบรรจงสวยงามมากทีเดียว
"คะ ครับ" ผมรับมา กระแอมไล่น้ำลายหนืดเหนียวออกไปก่อนจะพูดต่อ "ผมชื่อแคลร์ ซีเซลลี่ จะมาเปิดร้านขายของเล่นในเมืองนี้น่ะครับ"
"เอ๊ะ" อามิน่าอุทานอย่างประหลาดใจ คงเพราะชื่อผมอีกแล้วสินะ ผู้คนมักมีสีหน้าแบบนี้เวลาผมแนะนำตัว
แต่ผมก็คิดผิด
"ทำไมดูเหนื่อยแบบนี้ละคะ" เธอขยับเข้ามาใกล้ "เหงื่อชุ่มเชียว นี่อย่าบอกนะคะว่าเดินมา"
การเล่าถึงการเดินทางที่เกือบไม่ประสบความสำเร็จให้เธอฟังอย่างภาคภูมิใจคงดูโง่พิกล แต่ผมก็ยอมรับ
"อ่า...ครับ ผมเดินมาเพราะพลาดรถเมื่อตอนเที่ยงน่ะครับ"
เธอมองดูผมอย่างประหลาดใจกว่าเก่า แล้วชี้ไปทางขวามือ "แล้ว...ทำไมไม่นั่งบอลลูนมาล่ะคะ" เมื่อมองตามมือเธอ ภาพที่ผมเห็นก็ทำให้ผมแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
...ทะ ทำไม เมื่อกี้ตูไม่เห็น
ชัดเจนมากเลยว่า ที่อยู่ตรงข้ามกับป้ายรถเมล์ของเมืองบลอดเวนนั้นคือ 'ลานจอดบอลลูน' มีบอลลูนลมร้อนหลากสีสันผูกล่ามไว้กับหลัก พร้อมป้ายอัตราค่าบริการและเวลาที่ออก นักบิน?บางคนยืนสนทนากันอย่างสนุกสนาน
"อีกอย่างเมืองของเราติดทะเล สามารถนั่งเรือมาได้นะคะ"
..........................
....................
...............
..........
........
......
....
..
~ ก๊อง ~
..........ผมได้ยินเสียงประหลาด
...
....อา..
...หรือโลกจะมาถึงวันสิ้นสุดแล้ว.........
........
......
....
..
"แว๊กกกกกกกกกก!!! แล้วตูจะเดินมาเพื่อออออ!!!!"
"คะ คุณแคลร์ !!" คุณอามิน่าดูจะตกใจมาก "ขะ ขอโทษค่ะ อาร์มพูดอะไรผิดไปหรอคะ"
"ปะ เปล่าครับ เปล่าเลย ผมผิดเองครับ ผมสิต้องขอโทษที่โวยวาย" ผมรีบตอบเธอ ก่อนที่น้ำตาแห่งความซาบซึ้งในการตัดสินใจของตัวเองจะไหลออกมา ผมคงมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะสินะ....
คุณอามิน่าพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้เต็มที่ แต่เสียงก็ยังเล็ดลอดออกมาเบาๆ ใบหน้าของผมร้อนผ่าว
"ก็ผมไม่ใช่คนแถวนี้นี่ครับ ผมจะรู้ทางได้ยังไง!แล้วแถวบ้านผม เค้าก็ไม่ได้ใช้บอลลูนเดินทางกันนะครับ" ผมพูดโดยไม่มองหน้าเธอ แสร้งทำเป็นฉุน แต่กลับได้ผลตรงกันข้าม เธอหัวเราะดังขึ้นอีก
"ขะ ขอ..ขอโทษค่ะ ขอโทษที" เธอกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบาก "แต่ว่า..คุณแคลร์นี่เป็นคนตลกดีนะคะ"
ใบหน้าของผมร้อนผ่าวมากขึ้น ผมยกมือข้างที่ว่างอยู่ขึ้นมากุมขมับเพื่อปิดบังใบหน้า เกรงว่าเธอจะสังเกตเห็น
"ไปกันได้แล้วรึยังล่ะครับ"
"ค่ะ!"เธอพยักหน้าพร้อมกับส่งยิ้มอย่างเด็กสาวให้ผม ก่อนจะหันหลังเดินนำเข้าสู่เมือง ผมสะพายเป้ขึ้นบ่าและหอบลังเก็บของตามเธอไป
"เมืองของเราเป็นเมืองท่าเล็กๆค่ะ ประชากรมีหลายเชื้อชาติปะปนกันไป หลายคนก็เป็นลูกครึ่ง"คุณอามิน่าเริ่มแนะนำ"ดอกมีสีขาวเกสรสีน้ำเงินที่ขึ้นอยู่รอบๆเมือง มีชื่อว่าเชอริล เป็นดอกไม้ประจำเมืองค่ะ ตอนกลางคืนเรืองแสงได้ด้วยนะคะ"
เธอยังคงอธิบายต่อไปเรื่อยๆขณะที่พวกเราเดินผ่านสถานที่ต่างๆ ผมได้รู้ในที่สุดว่าอาคารที่อยู่ข้างป้ายรถประจำทางนั้นก็คือศูนย์ควบคุมและช่วยเหลือสัตว์จรจัด และยังได้รู้อีกว่า แม้บลอดเวนจะเป็นเมืองเล็กๆ ก็มีพร้อมตั้งแต่โรงภาพยนตร์ไปจนถึงมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว ทว่าดูจากจำนวนประชากรเด็กในเมืองแล้ว กิจการของผมคงจะไปไม่รุ่งเท่าไหร่
คุณอามิน่าทักทายใครหลายๆคน และยังช่วยแนะนำผมให้พวกเขารู้จักด้วย ส่วนมากผมได้แต่พยักหน้าและพูดเพียงไม่กี่คำ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรดีบวกกับหิวน้ำจนคอแห้งผาก หลายคนมองผมด้วยสายตาแปลกๆ บ้างก็ว่าผมเป็นคนพูดน้อย แต่เอาเถอะ คนอื่นจะคิดยังไงก็ไม่ใช่กงการของผม การได้เจอกับชาวเมือง ทำให้ผมพบว่าเมืองนี้มีเรื่องประหลาดมากมายทีเดียว แรกสุด ขณะที่ผมมองเข้าไปในบาร์ ชั่งใจว่าจะขอคุณอามิน่าวิ่งเข้าไปสั่งเครื่องดื่มเย็นๆสักแก้วดีหรือไม่ ผมก็เห็น'หมีแพนด้า'
~ ก๊อง ~
อา...อีกแล้วสินะ.....
..ไม่...ไม่ใช่ นักดนตรีคนหนึ่ง ใต้ตาคล้ำ แลดูเบลอและอิดโรยราวกับไม่นอนมาทั้งคืน เมื่อรวมเข้ากับผิวขาวและผมสีดำขลับก็ยิ่งทำให้เธอดูเหมือนแพนด้านั่งมึนอยู่กลางกอไผ่ เธอกำลังถูกหญิงสาวอีกคนหนึ่งตำหนิซึ่งผมพอจะจับใจความได้ว่าเธอนั่งเล่นดนตรีต่อจนดึกดื่นไม่ยอมไปนอน ระหว่างที่ยังตกใจกับแพนด้าไม่หาย ผมก็เห็น'วัว'เข้าให้
~ ก๊อง ~
วัว..เด็กสาวใส่ชุดวัวคนนั้นหยุดคุยกับคุณอามิน่าอยู่ครู่หนึ่ง เธอดูน่ารักสมวัยกับเปียสองข้างและดวงตาสีฟ้าสดใส แต่ผมก็ไม่สามารถลบภาพวัวร้องมอๆ ออกไปจากหัวได้ ถ้าตอนนั้นมือผมว่างอยู่คงยกขึ้นกุมขมับ ไม่ก็ตบหน้าผากตัวเองแรงๆเป็นแน่
คุณอามิน่าเดินนำผมมาจนถึงอาคารที่ถูกตกแต่งสไตล์อังกฤษอย่างสวยงาม ด้านหน้ามีสวนสไตล์เดียวกันถูกตัดแต่งอย่างดี เจ้าของสวนคงเอาใจใส่มากเลยสินะ ผมนึกภาพเธอเป็นสุภาพสตรีเมืองผู้ดีใส่กระโปรงยาวสง่างาม แต่อะไรๆที่ผมคาดไว้ก็ดูจะผิดไปซะหมดในเมืองนี้
"สวัสดีครับ องค์หญิง" ชายคนหนึ่งทักทายคุณอามิน่าจากในสวน "รับน้ำชายามบ่ายหน่อยมั้ยครับ"
"อ๊ะ สวัสดีค่ะคุณเคลย์ตัน"เธอตอบกลับไป ดูขัดเขินที่ถูกเรียกว่าองค์หญิง
ขอร้องล่ะ นี่คงไม่ใช่เรื่องประหลาดอีกเรื่องนะ
"ขอบคุณมากค่ะ แต่ตอนนี้คงไม่ได้ เอาไว้ไปส่งคุณแคลร์เสร็จแล้ว อาร์มจะรีบมาทันทีเลยล่ะค่ะ"
"โอ้ หน้าใหม่รึ "เขายิ้มอย่างเป็นมิตร"รีบอยู่รึเปล่า ถ้าไม่รีบก็วางของแล้วเข้ามาดื่มชาด้วยกันก่อนสิ"
จะเข้าไปหรือจะปฏิเสธดี ผมไม่เคยมีเรื่องคุยในวงน้ำชา เข้าไปคงทำให้เขาอึดอัดเปล่าๆ ผมจึงหันไปหาคุณอามิน่าซึ่งดูเหมือนจะรู้ว่าผมลังเลใจ เธอยิ้มให้ผม
"มาเถอะค่ะ"
ผมค่อยๆย่อตัววางของทั้งหมดลงอย่างยากลำบาก ยังไงเสีย การจิบน้ำชายามบ่ายก็คงไม่มีอะไรน่าประหลาดใจอย่าง'หมีแพนด้า'หรือ'วัว'เมื่อครู่นี้ และชาสักถ้วยสำหรับคอที่แห้งผากก็ฟังดูดีไม่เลว
"คุณเคลย์ตันคะ นี่คุณแคลร์ เพิ่งย้ายมาวันนี้เองค่ะ"
"ผมเคลย์ตัน เวสมอร์แลนด์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ" เขาแนะนำตัว ก่อนจะหันไปรินน้ำชาแล้วส่งให้ผมกับคุณอามิน่า
"แคลร์ ซีเซลลี เป็นช่างทำของเล่น อ่า ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ"
แม้จะผิดจากภาพสุภาพสตรีเมืองผู้ดีเจ้าของสวนที่ผมจินตนาการเอาไว้ตอนแรก เขาก็สุภาพนุ่มนวลสมเป็นผู้ดีอังกฤษ บรรยายกาศรอบตัวเขาดูอบอุ่นและเป็นมิตร
"คุณเคลย์ตันเป็นผู้ใหญ่ที่ฉันนับถือมากที่สุดคนนึง แล้วก็ยังเป็นผู้ที่อาวุโสที่สุดในเมืองด้วย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถปรึกษาได้เลยค่ะ" คุณอามิน่ากล่าว
"ฮ่าๆ แหม เล่นชมกันแบบนี้รู้สึกแก่ขึ้นมาทันทีเลยแฮะ" คุณเคลย์ตันหัวเราะ
ผมมองดูเขาให้ชัดเจนอีกที ร่างกายของเขาดูแข็งแรงสุขภาพดี ริ้วรอยเล็กน้อยบนใบหน้าบอกให้รู้ว่าเขาผ่านโลกมามากกว่าผม แต่คนๆนี้น่ะเหรออาวุโสที่สุดในเมือง?
"ขอโทษนะครับ" ผมเกริ่นนำตามมารยาท "คุณอายุเท่าไหร่เหรอครับ"
เขายิ้ม "แล้วเธอคิดว่า ฉันอายุเท่าไหร่ล่ะพ่อหนุ่ม"
ผมว่ายังไงก็... "สักสามสิบ สามสิบเอ็ดละมังครับ"
ทั้งเขาและคุณอามิน่าหัวเราะ
"ฮะ ฮะ ผิดแล้วล่ะพ่อหนุ่ม แต่ขอบใจนะ จริงๆฉันอายุสี่สิบแปดแล้วล่ะ"
"สะ..สี่สิบแปด"
สี่ สิบ แปด
48
48 !!!
............
........
.....
..
ก๊อง~
อา...วันสิ้นโลกคงใกล้เข้ามาแล้วแน่ๆ....
.....
..
- เพล้ง -
ผมทำถ้วยชาหลุดมือ
...
หลังจากขอโทษขอโพยและเก็บเศษแก้วแตก การสนทนาระหว่างคุณอามิน่าก็ยังคงดำเนินไปโดยมีผมเป็นผู้ฟัง จากนั้นพวกเราก็ขอบคุณเขาแล้วออกเดินต่อไป ผมที่ยังคงช็อคและคอแห้ง เริ่มเดินตามคุณอามิน่าแบบผีตายซาก ผมคงต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเมืองนี้อีกเยอะเลยสินะ...
อา...แม่ครับ อย่างน้อยก็ช่วยดลบันดาลให้เมืองนี้อย่าได้มีเด็กน้อยหรือสาวใหญ่พกปืนมาจ่อหัวผมเลย...
คุณอามิน่านำผมมายังลานกว้างซึ่งเธออธิบายว่าที่นี่คือจตุรัสของเมือง งานเทศกาลต่างๆจะจัดขึ้นที่นี่ เธอยังชี้ให้ดูบ้านของผมที่อีกฟากของคลอง แม้จะถูกสำนักงานเขตบัง ผมก็พอมองเห็นได้ และขณะที่พวกเราเดินเข้าไปใกล้น้ำพุใจกลางจตุรัส ผมก็ได้ยินเสียงจากอีกฟากของลาน
"หนูตะเภา มานี่มา! เจ้าหนู"
~ ก๊อง ~
ถ้าผมได้ยินเสียงประหลาดนั้นเป็นครั้งที่ร้อย โลกคงถึงกาลปาวสานแน่แล้วสินะ
หนะ หนูตะเภายักษ์!! มะ ไม่สิ มันเห่า หมา? หมาหรอ?? หมาสินะ!?
ที่อีกฟากของลานกว้าง ผมเห็นสุนัข? ตัวอ้วนกลมขนปุกปุย มองไปมองมาก็ดูคล้ายหนูตะเภาจริงๆ และชายสองคนยืนสนทนากัน คนหนึ่งสูงทว่ายืนหลังค่อม แม้จะอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น ผมก็ยังรู้สึกถึงรังสีที่น่ากลัวอย่างประหลาด ทว่าชายชาวเอเชียอีกคนกลับคุยกับเขาได้อย่างยิ้มแย้ม เขาสวมแว่นและไม่ได้โกนหนวดเครา ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยได้ใส่ใจดูแลตัวเองนัก กระนั้นเขาก็ดูมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ ซึ่งแม้แต่ผมที่เป็นผู้ชายแท้ๆยังยอมรับ
เมืองนี้อาจไม่ปกติธรรมดาอย่างที่คาด แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่พบมาตั้งแต่ป้ายรถประจำทางก็ทำให้ผมเผลอยิ้มออกมา ชะตากรรมของผมในเมืองนี้จะเป็นอย่างไรอย่างไรนะ คลอส นายได้เจออะไรแปลกๆแบบนี้บ้างรึเปล่า
ผมหันไปหาคุณอามิน่า
.
.
.
ราวกับทุกสิ่งหยุดนิ่ง ภาพตรงหน้า...ผ่านสายตาคู่นี้ จะติดตรึงอยู่ในใจของผมตลอดชีวิตที่เหลือ
.
ผมถอดแว่นออกเพื่อมองดูมันให้เต็มตา
.
สาวน้อยที่มีชื่อว่า อามิน่า เออร์เว่น จ้องมองไปในทิศทางเดียวกับผมเมื่อครู่นี้ ประกายในดวงตาไหวระริกทว่าอ่อนโยน บรรยากาศรอบตัวเธอดูสว่างใส อบอุ่นและงดงาม ดวงตาสีเทาเหลือบฟ้าคู่นั้นทำให้ผมเชื่อว่า เธอ..สามารถมอบทุกสิ่ง...แม้แต่ความไว้วางใจบริสุทธิ์ปราศจากความคลางแคลงแก่เขาได้ เหมือนลูกนกน้อยๆที่ได้พบเจอใบหน้าของแม่ยามออกจากเปลือกไข่
นี่คือ...สายตาของความรักโดยปราศจากเงื่อนไข
ผมเคยสงสัยว่าอะไรทำให้พ่อปักใจรักแม่...ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง ซึ่งทิ้งพ่อไปอยู่กับชายอื่นได้มากมายขนาดนี้ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว มันไม่ได้มีเหตุผลสวยหรูใดๆ ก็แค่'ความรัก'...พ่อเองก็มองแม่ด้วยสายตาแบบนี้เช่นกัน เพียงแต่แม่ ไม่ได้มองกลับมา ความรักของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง
ผมไม่ใช่คนโรแมนติก แต่วินาทีนี้ ผมขอสวดภาวนาให้ วันหนึ่ง 'เขา'...ชายสวมแว่นคนนั้น มองกลับมาที่เธอด้วยเถอะ
............................
....................
..............
.........
.....
[คั่น]
..
- อา...เอ็งเข้าใจผิดแล้วล่ะ -
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
"ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับคุณอามิน่า" ระยะหลังมานี่ผมค่อนข้างพูดคำนี้ได้ยาก แต่สำหรับเธอมันกลับหลุดออกมาอย่างง่ายดาย เธอเดินนำผมมายังที่ทำการไปรษณีย์ซึ่งอยู่ติดกับร้านขายของเล่น บ้านใหม่ของผม
"ไม่เป็นไร ยินดีที่ได้ช่วยค่ะ เอ่อ แล้วก็อย่าเรียกว่าคุณอามิน่าเลยนะคะ เรียกว่าอาร์มเฉยๆเถอะค่ะ"
"ครับ ถ้าคุณจะทำแบบเดียวกัน"
เธอยิ้มให้ผม "จากนี้เราก็เป็นเพื่อนกันแล้วนะ แคลร์"
'เพื่อน'หรอ ตอนนี้ผมควรจะตอบว่าไง? ควรจะทำแบบไหนดีล่ะ เมื่อไม่รู้ว่าจะตอบรับอย่างไร ผมจึงแค่พยักหน้า
"แล้วก็คุณอามิน่า อ่า..อาร์ม" ไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะพูดแบบนี้..ให้ตายสิ "วาเลนไทน์นี้..ขอให้โชคดีนะ"
เธอมีสีหน้าประหลาดใจแวบหนึ่ง แต่แล้วก็ยิ้ม "จ้ะ"
"งะ งั้นฉันไปก่อนนะ วันนี้ขอบใจมาก" ผมเลิกลัก
"จ้ะ แล้วเจอกัน" เธอหันหลังกำลังจะเดินจากไป
อ๊ะ ผมลืมถามไปเรื่องนึง
"เอ่อ คุณอามิ..อาร์ม" ผมร้องเรียก "คือว่าตอนที่ฉันโทรเข้าไปที่สำนักงานเขตน่ะ เค้าบอกว่าเจ้าเมืองจะออกมารับฉันด้วยตัวเอง แล้ว..."
"อ๋อ ก็อาร์มนี่แหล่ะเจ้าเมืองล่ะ"
..........................
....................
...............
..........
........
......
....
..
~ ก๊อง ~
.
- พลั่ก -
.
.
.
- ผมทำลังเก็บของตกใส่เท้าตัวเอง -
.
.
.
.
อา...
.
.
.
.
.
ชะตากรรมของผมในเมืองนี้จะเป็นยังไงต่อไปนะ......
----------------------------------------------------------------------------------------------
ดองไว้ชาตินึง ในที่สุดก็ได้ฤกษ์อัพ = =" ขอโทษที่ช้าไปหน่อย แล้วก็ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ
เขียนๆไปก็เริ่มรู้สึกว่า ตานี่มันต้องซึนสิ แต่ดันเขียนซะรั่ว ขออภัยด้วย
จริงๆแล้วค่อนข้างกังวลเวลาเขียนถึงตัวละครของคนอื่นเพราะบางทีก็ยังรู้สึกว่าเข้าไม่ถึงตัวละครนั้นๆ แต่จะพยายามทำให้ดีขึ้นค่ะ
edit @ 18 Mar 2009 20:41:06 by Claire Cicellie
edit @ 23 Mar 2009 10:02:12 by Claire Cicellie
edit @ 23 Mar 2009 12:15:33 by Claire Cicellie